Mon-Sat : 09:00-17:00
16 Soi Krungthepdritar 37, Bangkok, Thailand
sales@qualitylabth.com
02-736-0539

Physical or Chemical Sunscreen?

มาทำความรู้จักครีมกันแดดแต่ละชนิดกันนะคะ
sunscreen_1
20
Oct

Physical or Chemical Sunscreen?

ทุกๆคนคงได้ยินบ่อยๆว่า “ต้องทาครีมกันแดดทุกวันนะ” แต่คุณทราบมั้ยคะว่า จริงๆ แล้วครีมกันแดดนั้นแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ นั่นคือ Chemical และ Physical ค่ะ แล้วข้อดีข้อเสียของแต่ละชนิดคืออะไร สภาพผิวของคุณนั้นเหมาะกับประเภทไหน วันนี้เราจะมาอธิบายให้เข้าใจชัดเจนกันเลยค่ะ 🙂

Physical Sunscreen

Physical Sunscreen นั้นประกอบไปด้วยส่วนผสมของแร่ธาตุจากธรรมชาติ เช่น Titamium dioxide หรือ Zincoxide ซึ่งจะปกคลุมผิวด้านบน ทำหน้าที่หักเหหรือสะท้อนรังสี UVA และ UVB ที่ทำลายผิวของเราออกไปจากผิวค่ะ

ข้อดีของ Physical Sunscreen

  • สามารถปกป้องผิวของคุณจากรังสี UVA และ UVB โดยการสะท้อนและบล็อครังสียูวีจากแสงแดด
  • มีความคงทนต่อแสงแดดสูงเมื่อเวลาผ่านไป
  • ปกป้องแสงแดดทันทีที่ทา ไม่จำเป็นต้องรอค่ะ
  • ปกป้องเป็นเวลานานเมื่ออยู่กลางแสงแดดโดยตรง แต่ไม่เหมาะกับกิจกรรมที่ทำให้ผิวเปียกหรือมีเหงื่อ เช่น การออกกำลังกาย
  • โอกาสน้อยที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแสบบนผิวหนัง ทำให้เหมาะกับทุกสภาพผิวและผิวแพ้ง่าย
  • เหมาะสำหรับคนที่ผิวแพ้หรืออักเสบจากความร้อน เช่น Rosacea เพราะช่วยสะท้อนพลังงานความร้อนจากแสงแดดออกไปจากผิว
  • มีแนวโน้มน้อยที่จะเกิดการรูขุมขนอุดตัน เหมาะกับทุกสภาพผิว
  • อายุการใช้งานเก็บได้นาน

ข้อเสียของ Physical Sunscreen

  • สามารถล้างออกได้ง่ายถ้าโดนเหงื่อ น้ำ หรือล้างออก จึงจำเป็นต้องทาซ้ำๆ เมื่อใช้ในกิจกรรมกลางแจ้ง
  • ทาแล้วมีสีขาวๆ บนผิวหนัง อาจจะไม่เหมาะกับผู้มีสีผิวคล้ำ
  • อาจจะทำให้ผิวหน้าดูขาวเกินไปสำหรับการแต่งหน้าในชีวิตประจำวัน
  • สามารถทำให้เกิดเหงื่อมากขึ้นกว่าปกติขณะทำกิจกรรม เนื่องจากไปเคลือบรูผิวหนัง ทำให้ครีมกันแดดหลุดออกจากผิวได้ง่ายขึ้น
  • ครีมค่อนข้างหนา ทำให้ต้องใช้ความพยายามในการทามากกว่า
  • เหงื่อที่ออกอาจจะมีสีขาวจากครีมกันแดดเจือปน
  • ถ้านำไปใช้ไม่ถูกต้อง จะปกป้องรังสี UVA และ UVB ได้น้อย

Chemical Sunscreen

Chemical Sunscreen นั้นประกอบได้วย organic เช่น Oxybenzone, Octinoxate, Octisalate และ Avobenzone ซึ่งสร้างปฎิกิริยาทางเคมี โดยจะดูดกลืน รังสี UVA และ UVB และเปลี่ยนเป็นความร้อน แล้วจึงปล่อยความร้อนออกไปจากผิวหนัง

ข้อดีของ Chemical Sunscreen

  • ดูดซึมรังสีUVจากแสงแดดมากักเก็บไว้ ไม่ยอมให้ผ่านไปทำร้ายผิวหนัง
  • ความคงทนต่อแสงแดดอยู่ในระดับดี-สูง แต่มีสารกรองแสงบางตัวเช่น Avobenzone ที่ผลวิจัยมีความคงทนต่อแสงแดดต่ำ ต้องนำไปผสมกับสารตัวอื่นถึงเพื่อให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
  • มีเนื้อที่บางกว่า และสามารถเกลี่ยบนผิวหนังได้ง่ายกว่า เหมาะกับการใช้ประจำทุกวัน
  • ไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ เพราะสามารถซึมสู่ผิวได้ง่าย
  • ง่ายต่อการผสม Treatment อื่นๆเข้าไป เช่น Peptides, Enzymes หรือเบสในการใช้รองพื้น ซึ่งเป็นประโยชน์อื่นๆ

ข้อเสียของ Chemical Sunscreen

  • อาจจะก่อให้เกิดการเพิ่มตัวของจุดสีน้ำตาลบนผิว เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นภายในผิว (ความร้อนในผิว สามารถทำให้เกิดจุดสีที่แย่กว่าได้)
  • ต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีหลังจากทา ก่อนเริ่มป้องกันแสงแดด
  • โอกาสเพิ่มการระคายเคืองและแสบ (โดยเฉพาะคนที่มีผิวแห้งหรือมีปัญหาเรื่องความชุ่มชื้นในผิว) เนื่องจากส่วนผสมหลาย ๆ อย่างรวมกันเพื่อให้สามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB
  • SPF ที่มากกว่า 50 อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของการระคายเคือง ไม่เหมาะสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่าย
  • จำเป็นต้องทาบ่อยๆ ถ้าอยู่กลางแดดหรือได้รับแสง UV โดยตรง
  • เพิ่มโอกาสของการเกิด redness สำหรับผิวที่มีความเสี่ยงของ Rosacea-Prone เนื่องการเปลี่ยนแปลงของรังสีUVเป็นความร้อน
  • อาจทำให้เกิดรูขุมขนอุดตันสำหรับคนผิวมัน
  • อาจทำให้รู้สึกแสบถ้าเข้าตา

ทีนี้พอจะทราบแล้วนะคะว่า Sunscreen แบบไหนที่เหมาะกับผิวประเภทไหน ทางที่ดีผู้ใช้ควรอ่านวัตถุดิบต่างๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ข้างกล่อง และทำการทดสอบผิวหนังหรือเรียกว่า Patch Test ก่อนที่จะนำไปทาทั่วหน้าค่ะ

Leave a Reply